Master degree journal 01 : ecal


สวัสดีครับ สำหรับบทความนี้ผมขอแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ผมไปเรียนมานะครับ คาดว่าอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองหาที่เรียนต่อ หรือกำลังเก็บข้อมูลเพื่อตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อยครับ

สำหรับมหาวิทยาลัยที่ผมได้ไปเรียนนั้นเรียกกันสั้นๆว่า ecal (เอแกล) ย่อมาจาก Ecole cantonale d'art de Lausanne ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นอังกฤษได้ว่า University of Art and Design Lausanne ต้องขอเกริ่นคร่าวๆก่อนว่าที่สวิสเซอร์แลนด์นั้นจะใช้ภาษาทางการเป็นภาษาเยอรมัน แต่เนื่องจากสวิสเป็นประเทศที่มีชายแดนติดประเทศอื่นถึง 4 ประเทศ (เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และออสเตรีย) คนท้องถื่นที่อาศัยในเมืองที่ใกล้ประเทศอื่นก็จะพูดภาษาของประเทศนั้น เช่นฝั่งทางตอนใต้ของสวิสที่ติดฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบริเวณที่มหาลัยผมตั้งอยู่ ก็จะใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก และมักจะไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษเลย ป้ายบอกทางหรือคำอธิบายบนสินค้าต่างๆแม้จะมีหลายภาษาคือเยอรมัน อิตาลี และฝรั่งเศส แต่มักไม่มีภาษาอังกฤษเลยเช่นกัน ทำให้ค่อนข้างยากในการใช้ชีวิตช่วงแรกๆหากไม่สามารถพูดหรืออ่านภาษาฝรั่งเศสได้ แต่โชคดีที่ในภาควิชาของผม (ปริญญาโท) มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ และมีนักเรียนหลากหลายชาติมาเรียนด้วยกัน ต่างจากปริญญาตรีที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเท่านั้น และนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวฝรั่งเศสหรือสวิส

ที่ ecal นั้นมีหลายภาควิชาที่น่าสนใจโดยส่วนมากจะเน้นไปทางสาย Visual art เช่น Fine art, Graphic design, Photography, Media and interaction design, Film studies, Type design, Art direction ส่วนภาคที่มีความเป็นอุตสาหกรรมหรือเอียงไปทางการออกแบบมากกว่าคือ Industrial design, Product design และ ภาควิชาของผมที่มีชื่อยาวเหยียดว่า Advance studies in design for luxury and craftsmanship ซึ่งจะแตกต่างจากภาคอื่นๆพอสมควร โดยผมจะอธิบายความต่างโดยละเอียดในตอนต่อไป

ตัวมหาวิทยาลัยนั้นเดิมตั้งอยู่ใน Lausanne แต่แบ่งเป็นสองวิทยาเขต ซึ่งมีมาหลายสิบปี ก่อนที่จะย้ายมาที่แห่งใหม่และรวมสองวิทยาเขตไว้ด้วยกันที่เมือง Renens (อ่านประมาณว่า เคอร์นอง) ซึ่งอยู่ถัดจาก Lausanne ไม่ไกลนัก การย้ายครั้งนี้เป็นทั้งการเปลี่ยนสถานที่ และการเปลี่ยนหลักสูตรและทิศทางของโรงเรียน ให้เน้นการออกแบบที่สดใหม่มากขึ้น อาจารย์ที่มาสอนนั้นล้วนเป็นนักออกแบบที่มีประสบการณ์ โดยที่ ecal นั้นจะไม่มีการจ้างอาจารย์เต็มเวลา คืออาจารย์ทุกคนนั้นทำงานเป็นนักออกแบบ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมจริงๆไปด้วยในเวลาเดียวกัน และแต่ละเดือนจะมีนักออกแบบจากหลากหลายประเทศในยุโรปเวียนกันมาให้เลคเชอร์แบ่งปันประสบการณ์ และมาเป็นที่ปรึกษาเฉพาะบางโปรเจ็ค ซึ่งก็แล้วแต่โอกาสว่าจะได้เป็นที่ปรึกษา หรือได้ฟังเลคเชอร์เท่านั้น (ในปีของผมจะมี Ronan Bouroullec, Jay Osgerby, Aldo Bakker, Kim Colin จาก Industrial Facility และ Micheal Anastassiades) ตัวอาคารของมหาลัยนั้นไม่ใหญ่มากนัก เป็นโรงงานเก่าที่นำมาตกแต่งใหม่ จึงมีพื้นที่โล่งกว้าง มีเพดานสูง และหลายๆคลาสเรียนเป็นห้องเรียนแบบเปิด เวลาเดินไปเดินมาในมหาลัยก็จะเห็นงานของภาคอื่นๆวางเรียงรายตามพื้น แปะอยู่บนผนัง หรือจัดแสดงเป็นนิทรรศการทั้งในพื้นที่ห้องเรียน หรือในแกลอรี่ของมหาลัย เมื่อเวลามีการส่งงานก็สามารถเดินเข้าไปฟังพรีเซนต์ได้สบายๆ ข้อดีคือหลายครั้งเราสามารถได้แรงบันดาลใจดีๆจากการคุยกับนักเรียนในภาคอื่น หรือการเห็นงานเหล่านั้น แต่ถ้าเป็นคนที่ตั้งสมาธิทำงานได้ยาก ก็อาจจะลำบากเล็กน้อย เพราะจะมีสิ่งรบกวนค่อนข้างมาก

การเรียนการสอนที่ ecal นั้นเน้นให้นักเรียนลงมือทำเอง โดยตัวมหาลัยก็จะมีเครื่องมือเครื่องจักรและทีมงานคอยช่วยเหลือ ทั้งช๊อปไม้ เหล็ก พลาสติก คอนกรีต เครื่องพิมพ์สามมิติ เครื่อง CNC, laser ซึ่งนักเรียนสามารถผลิตงานที่เหมือนผลิตภัณฑ์จริงๆได้เลย รวมถึง print shop ที่มีเครื่องพิมพ์หลายรูปแบบ (แต่ช่วงใกล้ส่งงาน